มาฝึกทักษะวอลเลย์บอลกัน

รูปแบบของการเล่นวอลเลย์บอล-การตบบอล ในการแข่งขันวอลเลย์บอลองค์ประกอบหลักที่มีสำคัญเสมอก็ คือ การรุก การรองบอลและการรับ ซึ่งรายละเอียดจะมีดังต่อไปนี้การรุกุหรือโจมตีในการเล่นวอลเลย์บอลมี 2 ลักษณะ คือ การตบและการหยอด และการตบหรือหยอดก็ยังจะจะมีอีกหลายรูปแบบ ซึ่งวิธีที่ใช้ในการตบแบบใดก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวผู้เล่นเอง และบอลที่คู่ต่อสู้ส่งมา การตบบอล

1.การตบบอลที่เซตสูง ส่วนใหญ่มักเรียกกันว่า บอลโค้ง หรือบอลหัวเสา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ควรฝึกฝนในระดับเริ่มต้น ไปจนถึงระดับสูง

2. การตบบอลเร็วหัวเสา บอลแบบนี้เรามักเรียกกันว่าบอล Y ที่คล้ายกับบอลโค้งหัวเสาแต่มีความเร็วมากกว่าและเตี้ยกว่าบอลโค้งหัวเสาเท่านั้นเอง

3. การตบบอลเร็วแบบต่างๆ มีวิธีการคือ บอลเร็วหน้า ให้ กระโดดตบหน้าตัวเซตประมาณ 1 เมตร และกระโดดก่อนตัวเซตจะเซตบอล บอลเร็วหลัง ให้กระโดดตบหลังตัวเซตประมาณ 1 เมตร และกระโดดก่อนตัวเซตจะเซตบอล บอลเร็วหน้าห่างตัวเซต ให้กระโดดตบหน้าตัวเซตประมาณ 2-3 เมตร โดยกระโดดพร้อมตัวเซตบอล บอลเร็วหน้าห่างตัวเซต ให้กระโดดตบหลังตัวเซตประมาณ 2-3 เมตร โดยกระโดดพร้อมตัวเซต

สำหรับการเล่นวอลเลย์บอลในตำแหน่งตัวตบนั้น หากจะให้มีประสิทธิภาพสูงแล้ว จำเป็นที่ นักกีฬาจะต้องพยายามพัฒนาเทคนิคการเล่นให้ได้หลากหลาย เพื่อให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถจับทางการเล่นได้ง่าย ซึ่งก็จำเป็นที่จะต้องฝึกซ้อมในรูปแบบต่างๆเพราะเมื่อเจอสถานกาณ์จริงจะได้แก้ไขสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบ

แนวคิดของผู้เล่นบอลเร็ว ในการเล่นวอลเลย์บอล สำหรับผู้เล่นบอลเร็วในกีฬาวอลเลย์บอล จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของแนวความคิด ที่ควรมีจิตใจเป็นนักสู้ และควรมีทัศนคติที่ดีต่อทีม คิดแต่ประโยชน์ของทีมมากกว่าตนเอง และยังต้องมีแนวคิดด้านอื่นอีกดังนี้

– สามารถจะปรับกลยุทธ์การตบได้ ถึงแม้ว่าบอลจะไปยังตัวเซตด้วยลักษณะใดก็ตาม ต้องสามารถปรับจังหวะการเล่นให้เข้ากับตัวเซตให้ได้

– ต้องรุกได้อย่างเด็ดขาดเมื่อมีตัวสกัดกั้นคนเดียว อย่างน้อยต้องมากกว่า 50% ของการรุก

– ต้องทำให้ตัวสกัดกั้นกระโดดเพื่อสกัดกั้นให้ได้ แม้ว่าจะเป็นการกระโดดโดยไม่ได้รุกก็ตาม

– สังเกตตัวสกัดกั้นของฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นอย่างไร การกระโดดของตัวสกัดกั้นจริงหรือหลอก และควรบอกตัวเซต เพื่อตัวเซตจะได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์

– มีความหลากหลายในการรุก เพื่อคู่ต่อสู้จะไม่สามารถจับทางการเล่นได้

– สังเกตแนวรับของคู่ต่อสู้ เน้นมากในตำแหน่งที่ 1 และ 5 เพื่อตบหรือหยอดไปยังบริเวณที่ไม่สามารถรับได้

– ต้องรู้ใจกับตัวเซตแม้ว่าไม่มีการนัดแนะกันมาก่อน

– ต้องมีความรู้สึกว่าประสบความสำเร็จในการรุกของเพื่อนร่วมทีม

– มีจิตใจที่เป็นนักสู้ ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

– ต้องรับลูกเสริฟที่มาบริเวณพื้นที่ผู้เล่นบอลเร็วอยู่หน้าตาข่ายและต้องรุกได้ทันที

ที่สำคัญคือผู้เล่นบอลเร็วควรมีการฝึกซ้อม การรับลูกเสริฟ และการการเซต ด้วยเสมอเพื่อจะได้ไม่พลาด เมื่อเจอเหตุการณ์จริง